bittersweet sichang

May 11, 2009 by tape

17 พฤษภาคม 2550

“มันไม่สำคัญหรอกว่าอยู่ที่ไหน มันสำคัญที่ว่าเราอยู่กับใครต่างหาก”

ระหว่างที่ฝ่าการจราจรเพื่อมุ่งหน้าออกจากกรุงเทพฯ คำพูดนี้ก็ดังขึ้นในห้วงหนึ่งของความคิด เช้าวันเสาร์ ฉันกับกันย์นัดกันว่าจะไปพักผ่อนกันที่เกาะสีชัง ก่อนที่ฉันจะต้องไปเรียนต่อในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ถือเป็นการร่ำลาในวันที่เราไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราไม่รีบเร่ง ออกเดินทางกันตอนสายๆ เราเลือกใช้เส้นทางบางนา-ตราด ขับเรื่อยๆ ใช้เวลาราวชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงท่าเรือที่ศรีราชา พอจอดรถเรียบร้อย เราก็จัดการแบกเป้คนละใบ นั่งเรือจากท่าไปอีกเกือบๆ ชั่วโมงก็ไปถึงเกาะ บนเรือคนแน่นมาก อาจเพราะเป็นวันหยุด พอเรือออกได้สักพัก ฝนก็เริ่มตั้งเค้า และตกลงมาในเวลาไม่นาน ลมพัดแรง เรือโคลงไปตามคลื่น กันย์ถึงกับกุมขมับเพราะเวียนหัว ฉันอดหัวเราะไม่ได้ กันย์เป็นอย่างนี้เสมอ, ไม่เมารถ ก็เมาเรือ ฉันส่งยาแก้วิงเวียนศีรษะให้เขา กังวลนิดหน่อยว่าการมาเที่ยวครั้งนี้อาจจะไม่สนุกเสียแล้ว

พอเรือจอดที่เกาะสีชัง ทั้งคนขับสามล้อเครื่องและบริการมอเตอร์ไซค์ให้เช่าก็กรูกันเข้ามาให้เราเลือก สนนราคาก็ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ โดยมากก็อยู่ที่วันละสองร้อยกว่าบาท เราเลือกเช่ามอเตอร์ไซค์มาหนึ่งคัน จากนั้นก็ตระเวณหาที่พัก ตอนแรกนั้น ฉันอยากจะพักที่ Malee Blue ที่เลื่องชื่อ แต่เนื่องจากเรามากันโดยไม่ได้จองล่วงหน้า จึงแค่ขอเข้าไปชมรีสอร์ทสวยๆ ให้ชื่นใจ แล้วก็ไปพักที่อื่นแทน เก็บของเข้าห้องพักเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาออกไปเที่ยวชมเกาะ สีชังเป็นที่ที่เหมาะมากที่จะมากับคนรัก…สวย สงบ และโรแมนติกอย่างยิ่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าคนที่แน่นขนัดอยู่บนเรือกระจายตัวไปที่ไหนเสียหมด แต่จะอย่างไรก็ตามแต่ เราก็ได้ชมสะพานอัษฏางค์ และชิมกาแฟที่ร้านในวังกันอย่างเป็นส่วนตัว อากาศกำลังดีทีเดียว ถึงเมฆจะยังขมุกขมัว แต่ฝนก็ไม่ตก ทำให้เรานั่งรับลมทะเลกันได้ตลอดบ่าย ตกเย็นเราก็ขับมอเตอร์ไซค์วนรอบเกาะ แล้วเราสองคนก็ตกตะลึงกับทัศนียภาพแปลกตาที่แหลมงู

น่าแปลกที่เราไม่เคยอ่านเจอแหลมงูในไกด์บุ๊คเล่มไหนเลย ราวกับว่าสิ่งที่น่าสนใจบนเกาะสีชังมีเพียงเจ้าพ่อเขาใหญ่ ช่องเขาขาด พระราชวังจุฑาธุช และอัษฎางค์ประภาคารเท่านั้น เราจอดรถไว้ข้างทางและลงไปถ่ายรูปเล่นกันจนสาแก่ใจ หินก้อนใหญ่ ต้นไม้สูงชะลูด และกอหญ้าที่ขึ้นอยู่กลางทุ่งโล่งกว้าง ทำให้แหลมงูดูเหมือนฉากในหนังสักเรื่องของหว่อง การ์ ไว “เราน่าจะเอากล้องฟิล์มมาด้วย ไว้คราวหน้ากลับมาใหม่นะ” กันย์บอกกับฉันอย่างนั้น ฉันยิ้ม ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป

เช้าวันถัดมา, เราตื่นกันแต่เช้ามืดเพื่อมาดูพระอาทิตย์์ขึ้นที่ริมหาด ปรากฎว่าฟ้าก็ยังคงทึมเทา แสงแรกของวันเป็นเพียงสีส้มจางแอบอยู่หลังหมู่เมฆ แม้ไม่ใช่พระอาทิตย์ยามเช้าที่สวยที่สุดที่เคยเห็นมา แต่มันก็คงสวยที่สุดแล้วสำหรับการเก็บไว้ในความทรงจำของคนสองคน

11 พฤษภาคม 2551

อีกหนึ่งอาทิตย์ก็จะครบรอบหนึ่งปีที่ฉันกับกันย์ไปเที่ยวเกาะสีชังด้วยกันแล้วสินะ, วันนี้ กันย์ไม่อยู่ตรงนี้อีกแล้ว แต่ฉันให้สัญญากับตัวเองว่าจะกลับไปที่เกาะสีชังอีกครั้ง เพราะมันอาจสำคัญว่าเราอยู่กับใคร แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือเราเห็นความงามของวินาทีที่ที่เราอยู่ตรงนั้นหรือไม่ต่างหาก.

Who kill Uranus?

December 20, 2008 by tape

1
ผมพบเธอตรงที่โต๊ะตัวในสุดของร้านในคืนวันเสาร์

เธอนั่งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง ราวกับว่ากำลังสูดอากาศจากอีกห้วงเวลาที่ต่างไปโดยสิ้นเชิงกับจุดที่ผมและใครๆ มีตัวตนอยู่
ผมมองเห็นเธอจากหางตาในระหว่างที่กำลังจดจ่ออยู่กับการเสิร์ฟเตกีลาร์หกช็อตให้กับลูกค้าที่โต๊ะสามด้านข้างบาร์ หรือถ้าจะพูดให้ชัดเจน
ผมเห็นเธอในจังหวะที่ชายหนุ่มที่มากับหญิงสาวหน้าตาสวยหมดจดตรงโต๊ะหกยกมือขึ้นเป็นเชิงให้ผมเข้าไปรับ
ออเดอร์ ผมสบสายตากับเจ้าของโต๊ะเบอร์หกเพื่อจะส่งสัญญาณว่าผมรับรู้แล้ว และจะเข้าไปจดรายการอาหารและเครื่องดื่ม
ที่เขาต้องการในไม่ช้า ผมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกั๊กเพื่อหยิบปากกาและสมุดจด แล้วในตอนนั้นเอง ผมก็เห็นเธอ

และในวินาทีเดียวกันนั้น ทุกสิ่งก็หยุดนิ่ง.

แสงสีฟ้าทอประกายเรืองรองค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมาจากมุมเล็กๆ มุมนั้นของร้าน หากมองเพียงผาดเผิน แสงนั้นก็ดูเหมือนแสงไฟฟลูออเรสเซนต์ทั่วไป แต่ถ้าคุณได้มีโอกาสเพ่งลึกลงไปในแสงนั้น จะเห็นได้ว่าแท้จริงแล้ว สิ่งที่ดูเหมือนแสงไฟนั้นคือกลุ่มควันเบาบางที่รวมตัวกันและค่อยๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ บัดนี้ ร้านทั้งร้านตกอยู่ภายใต้การปกคลุมของควันสีฟ้าจาง ซึ่งห่อหุ้มร่างของ เธอไว้ ณ ใจกลาง น่าแปลก ผู้คนในร้านมองไม่เห็นเธอ สิ่งที่พวกเขารับรู้เพียงอย่างเดียวคือความมืดมิดอันไม่มีที่สิ้นสุด พวกเขารู้สึกราวกับหลับตาลงแล้วมองเห็นแสงสีฟ้าจัดจ้าอยู่ที่หลังตา

ด้วยสาเหตุที่ผมเองก็ยังไม่อาจเข้าใจ จู่ๆ ทุกคนรอบกายก็พากันหยุดนิ่งอยู่กับที่ ผู้หญิงร่างบางคนหนึ่งเคลื่อนกายเข้ามาหาผม เธอมีผิวขาวซีดเหมือนนางไม้ ใบหน้าสวยเศร้า ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของเธอกลมโต ร่างของเธอถูกห่อหุ้มด้วยฟองอากาศบางใส ฟองอากาศสะท้อนแสงไฟส่องประกายโปร่งใสหลากสีดูเพลินตา เธอขยับมาอยู่ข้างกายผม เอ่ยปากทักทาย

“คืนนี้พระจันทร์สวยนะ” ผมไม่แน่ใจว่าควรจะตอบเธอไปว่าอย่างไรจึงพยักหน้าสองสามทีเป็นเชิงเห็นด้วย
“รู้ไหมว่าพระจันทร์ฆ่าคนได้”
“หา” ผมอุทานออกมาในทันใด
“หมายถึง ทำให้ตายไปจริงๆ น่ะเหรอ” ถามออกไปแล้วก็รู้สึกงี่เง่า
“ใช่” เธอตอบรับพลางทอดสายตาออกไปไกล ไกลเท่าห้วงจินตนาการ ไกลเกินกว่าที่ผมจะล่วงรู้ว่าสายตาของเธอทอดไปถึงที่ใด
“ฉันมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง” เธอกล่าว แล้วฟองอากาศกลมๆ ก็ลอยออกมาจากหมอกควันมาอยู่ตรงหน้าผม
“มองเข้าไปในนั้นสิ แล้วเธอจะเห็น” ผมมองเข้าไป แล้วอย่างที่เธอว่า ผมเห็นชายคนหนึ่ง

2
ชายร่างกำยำ ผิวคล้ำกำลังเล็งธนูไปยังดวงจันทร์อย่างมุ่งมั่น เขาย้ำกับตัวเองอย่างเชื่อมั่นเป็นครั้งที่หลายสิบของวัน “เพื่อสเตลล่า”
ใช่, เพื่อสเตลล่า เขาต้องทำให้ได้ เขาต้องยิงธนูเพื่อยิงเอาสะเก็ดจันทร์ลงมาให้กับสเตลล่า คนรักของเขา เธอเฝ้าร้องขอเขาอยู่ทุกวัน และคืนนี้เป็นคืนที่เหมาะสมที่สุดที่จะลงมือ จันทร์กลมโตลอยเด่นอยู่บนฟ้า อากาศนิ่งสงบ ยอดไม้ไม่ไหวติง ทะเลราบเรียบส่องสะท้อนแสงจันทร์นวล สเตลล่า…ถ้าไม่ใช่เพื่อเธอ เขาคงไม่ยอมทุกสิ่งเช่นนี้ สเตลล่าเป็นผู้หญิงที่มีจิตใจงดงามยิ่งกว่าใครๆ เธอไม่เคยตีแม้แมลงวัน เธอไม่เคยโกรธแม้ใครจะต่อว่าอย่างไร แต่โชคร้ายนัก ทั้งที่หน้าตางดงามราวกับนางฟ้า ผิวหนังของเธอกลับเป็นริ้วรอยตะปุ่มตะป่ำกลบความงามที่ซ่อนอยู่ให้เลือนหายไปจนหมด ไม่มีชายใดมองเธอซ้ำสอง เว้นไว้ก็แต่เพียงเขา, ยูเรนัส

และบัดนี้ ยูเรนัส ผู้ที่รู้ดีกว่าใครว่าคนรักของเขาต้องทนทุกข์กับการถูกหยามเหยียดจากคนรอบข้างมาตลอดชั่วชีวิต ได้ฟังความจากผู้เฒ่าแห่งหมู่บ้านว่าสะเก็ดหินจากดวงจันทร์เยียวยาอาการของเธอได้ จึงไม่รีรอที่จะคว้าธนูประจำกาย แล้วเดินออกไปที่หน้าผาครีเชียสริมทะเลโคโรนัสในคืนเดือนหงาย มุ่งจะคว้าเอาสิ่งเดียวที่คนรักของเขาปรารถนาจะครอบครองมาให้จงได้

เขาไม่รีบร้อน ค่อยๆ เลือกมุมที่เหมาะเจาะที่สุด เมื่อได้จังหวะจึงสอดลูกธนูเข้ากับคันธนู ง้างศรจนสุดมือแล้วยิงออกไป
ลูกธนูปักลงตรงขอบของพระจันทร์พอดิบพอดี หินนับสิบก้อนร่วงพรูลงมาจากท้องฟ้าที่มืดมิด บ้างตกลงในมหาสมุทร บ้างกระจายเกลื่อนกลาดอยู่บนยอดเขา และบ้างก้อนตกลงในทะเลทรายที่ร้างไร้ผู้คน หนึ่งในหินเหล่านั้นตกลงกระทบผืนน้ำราบเรียบแห่งโคโรนัส ยูเรนัสกระโจนจากหน้าผา ดำดิ่งลงไปในทะเลลึกเบื้องหน้า เหล่าทวยเทพและธิดาแห่งน้ำต่างสรรเสริญความกล้าของเขา และเปิดทางให่้เขาหยิบหินศักดิ์สิทธิ์จากดวงจันทร์ไปอย่างง่ายดาย

เขานำหินไปผูกติดกับสร้อยเงินเส้นเล็ก และมอบให้แก่คนรักเป็นของกำนัล ฉับพลันที่สเตลล่าได้สวมสร้อยคอจากคนรัก เธอก็กลายเป็นผู้หญิงที่งามยิ่งนัก ผิวพรรณของเธอนวลผ่อง ประกายตาสุกสกาวยิ่งกว่าดาวดวงใดบนนภา ความงามที่ถูกลืมเลือนมาแสนนานปรากฏให้คนทั้งหมู่บ้านได้เห็น พวกเขาเป็นคู่รักที่มีความสุขที่สุดในโลก และคงไม่มีสิ่งใดมาพรากทั้งสองไปจากกันได้ เว้นแต่คำสาปแห่งดวงจันทร์

ในคืนที่เจ็ดหลังจากที่ยูเรนัสมอบสร้อยหินให้แก่สเตลล่า ดวงตาของเขาก็มืดสนิท สเตลล่าร้อนใจ เธอจึงไปถามผู้เฒ่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนรักของเธอ สิ่งที่ผู้เฒ่าบอกทำให้เธอตกใจแทบสิ้นสติ “หินจากดวงจันทร์เผยความงามในความอัปลักษณ์ แต่อำนาจของมันแลกมาด้วยการสละซึ่งการมองเห็นในสิ่งงดงามใดๆ”

เธอเร่งรุดกลับบ้าน และบอกให้ยูเรนัสไปขอขมากับดวงจันทร์ “ข้าไม่ต้องการความงามที่ท่านไม่มีโอกาสชื่นชม” ยูเรนัสจึงกลับไปที่ผาครีเชียสอีกครั้งหนึ่งในคืนจันทร์เพ็ญ เขาคุกเข่าอ้อนวอนกับดวงจันทร์อยู่หนึ่งเดือนเต็ม จากจันทร์เต็มดวงแปรเป็นจันทร์เสี้ยวและลับหายไปในหมู่เมฆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดวงจันทร์เพียงส่งสายตาเยาะเย้ยความเขลาของเขาจากที่ไกล แต่เทพแห่งน้ำเห็นใจชายผู้นี้ยิ่งนัก คืนนั้น เหล่าทวพเทพที่สถิตอยู่ใต้น้ำต่างพร้อมใจกันบันดาลให้คลื่นสูงซัดโขดหิน พัดพาให้ยูเรนัสลงไปใต้น้ำ และสร้างฟองอากาศโอบอุ้มตัวเขาไว้ “ท่านไม่ต้องห่วง เราจะดูแลท่านอย่างดี”

แล้วเหล่าทวยเทพก็รักษาคำพูดนั้น แม้มองไม่เห็น แต่เขาก็มีความสุขจากเพลงพิณของอควาเรียส ธิดาแห่งท้องน้ำ เมื่ออยู่ใต้น้ำ เขาพบว่าดวงตาไม่ใช่สิ่งจำเป็นเลย เพียงเงี่ยหูฟังเล็กน้อย เขาก็รับรู้ได้ถึงสรรพสิ่งที่รายรอบ  บ่อยครั้ง เขาได้ยินเสียงประสานเป็นทำนองเสนาะหูของฝูงโลมา หรือไม่ก็เสียงเคลื่อนตัวเนิบช้าของปลาดาวบนผืนทราย และคราหนึ่งเขาได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวของตัวเอง เมื่อเขาได้ยินคำพูดของอควาเรียส “ข้ารู้ว่าท่านมีที่ที่ต้องกลับไป แต่ข้าหวังเหลือเกินว่าวันนั้นจะไม่มาถึง”

เขาไม่เคยเห็นกระทั่งหน้าตาของเธอ แต่เขาหลงเสน่ห์แห่งกระแสเสียงของอควาเรียส เธอมิได้ร่ายมนตร์ใดๆ ให้เขาหลงรัก แต่ส่ิงเดียวที่เธอทำคือมอบใจให้เขาไปจนหมด ยามเขาเหงา เธอคอยเล่าตำนานเก่าแก่ให้เขาฟัง ยามเขาคิดถึงสเตลล่า เธอสร้างฟองอากาศสีสวย เก็บละอองทรายมาสร้างเป็นดวงดาวนับล้านระยิบพราวอยู่ในนั้นให้แก่เขา วันคืนผ่านไป ยูเรนัสยิ่งคิดถึงสเตลล่าน้อยลง วันนี้เขามีธิดาแห่งห้วงน้ำที่รักเขาหมดหัวใจ และเขาไม่เหลือเหตุผลใดให้ลาจากโคโรนัสอีกต่อไป

แต่สเตลล่าไม่เคยลืมคนรักของเธอแม้สักวัน
ทุกคืนที่พระจันทร์เต็มดวง เธอไปคุกเข่าอ้อนวอนกับดวงจันทร์แทนคนรัก แน่นอนว่าเธอได้รับเพียงสายตาที่ดูแคลนมาเช่นเคย แต่เธอไม่ท้อ จากเดือนเป็นปี ในที่สุดคืนหนึ่ง เทพีแห่งจันทร์ก็ส่งสารมาให้เธอผ่านทางความฝัน “จงมาหาข้าในคืนเดือนแรม แล้วเจ้าจะได้พบเขา” สเตลล่าจึงรอให้ถึงคืนเดือนแรมครั้งถัดไป เธอแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงสีขาวที่ยูเรนัสชอบให้เธอใส่ คุกเข่าที่ริมผา แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็บังเกิด เทพีแห่งจันทร์บันดาลให้ระดับน้ำลดลงจนเธอเดินลงไปในทะเลได้อย่างสะดวก เธอเดินลงไปในทะเล ไกลออกไปเรื่อยๆ โดยมิได้รับรู้ว่า เทพแห่งน้ำ บิดาของอควาเรียสกำลังจ้องมองเธออยู่ เทพีแห่งจันทร์ส่องแสงนวลลงมาเป็นทางเดินให้แก่สเตลล่า เธอพยายามมองหายูเรนัส แต่เขาหลบให้พ้นไปจากสายตาของเธอ

เขาทรยศเธอมาแล้วครั้งหนึ่งด้วยการตกหลุมรักอควาเรียส และไม่อาจทรยศเธอด้วยการกลับไปหาทั้งที่ไม่มีหัวใจเหลือให้เธออีกแล้วได้
สเตลล่ามองหายูเรนัสอยู่ถึงหนึ่งวันเต็มๆ ดวงจันทร์ไม่อาจช่วยเธอได้อีกต่อไป เทพแห่งท้องน้ำบันดาลให้เกลียวคลื่นม้วนตัวขึ้นสูง เธอจมหายไปกับสายน้ำในที่สุด

ยูเรนัสไม่อาจทนอยู่กับความรู้สึกผิดที่ก่อตัวขึ้นได้ ความตายเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ของเขา ยูเรนัสบอกลาอควาเรียสและพาตัวเองออกมาจากฟองอากาศที่ปกป้องเขาจากความแปรปรวนของทะเล แม้จะเสียใจแต่อควาเรียสเป็นเทพี และไม่อาจเลือกที่จะตาย เพื่อให้หลุดพ้นไปจากความตรอมตรมได้

สิ่งเดียวและสิ่งสุดท้ายที่เธอทำให้เขาจึงเป็นการเล่นพิณขับกล่อมให้เขานอนหลับอย่างสุขสบายชั่วกาลในห้วงน้ำของเธอ

3
ฟองอากาศสลายตัวไปอย่างรวดเร็วต่อหน้าต่อตา หญิงสาวในฟองอากาศส่งยิ้มให้ผม แล้วเธอก็หายตัวไป
ทุกอย่างก็กลับสู่ภาวะปกติ เสียงสรวลเสเฮฮาของลูกค้าดังกลบความเงียบเมื่อครู่ ผู้ชายที่โต๊ะหกก้มลงมองเมนูในมือและหันซ้ายขวามองหาบริกรที่อยู่ใกล้ๆ กลุ่มวัยรุ่นที่โต๊ะด้านนอกร้านส่งเสียงเรียกแมวตัวอ้วนที่ชอบมาป้วนเปี้ยนละแวกนี้อยู่บ่อยๆ

เหตุการณ์ประหลาดผ่านไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น

เสียงหนึ่งดังก้องในหัวผม
“ไม่ใช่พระจันทร์หรอกที่ฆ่าเขา ความรักต่างหาก”

when the light goes out, first draft.

June 30, 2008 by tape

ห้อง 330
กล้องถ่ายให้เห็นแมวสีขาวตัวอ้วนกำลังเดินไปมา
ผู้หญิงหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน บนโต๊ะมีดิกชันนารีและข้อมูลประกอบการทำงานกองอยู่มากมาย แต่เธอกลับจ้องกระดาษเปล่าด้วยท่าทางครุ่นคิด
เสียงเข็มนาฬิกาบนผนังดังติ๊ก ติ๊ก เธอยังคงคิดอะไรไม่ออกจึงหันไปมองเจ้าแมว ซึ่งตอนนี้ก็นั่งจ้องหน้าเจ้าของมันด้วยตาแป๋ว ไม่มีทีท่าว่าจะทุกข์ร้อนอะไรด้วยทั้งนั้น

ฉากที่ 1

เธอหันกลับมาสนใจกระดาษบนโต๊ะอีกรอบ แต่แทนที่จะเขียนรายงานก็กลับวาดรูปการ์ตูนเป็นหน้ากระต่ายกลมแป้นลงไปเสียอย่างนั้น เธอถอนหายใจ เคาะปากกากับพื้นโต๊ะเป็นจังหวะ ป๊อก ป๊อก ป๊อก…ในจังหวะเดียวกันนั้น ไฟก็ดับลง

ฉากที่ 2
ไฟจากรถราที่วิ่งอยู่ด้านนอกและเสาไฟฟ้าด้านหน้าตึกส่องให้เห็นเงาของเจ้าแมวนอนขดตัวกลมอยู่
กล้องถ่ายให้เห็นเธอกำลังนั่งที่พื้นข้างๆ เจ้าแมว กำลังใช้กรรไกรตัดกระดาษ
เสียงเข็มนาฬิกาที่ดังอยู่ตลอด ดูเหมือนจะดังขึ้นกว่าปกติอีกนิดเมื่อไฟดับลง

ฉากที่ 3
กล้องถ่ายให้เห็นแสงไฟฉายส่องไฟบนผนังห้อง (หรือประตูตู้/ ประตูห้อง ดูอีกที)
แล้วก็มีเงามือของเธอกำลังแปะกระดาษดำเป็นรูปต้นไม้กับผืนหญ้าบนผนัง
กระต่ายกระดาษกับแมวกระดาษโผล่เข้ามาในฉาก

เสียงของผู้หญิงพากย์เป็นทั้งกระต่ายและแมว

กระต่ายเดินเข้ามาหาแมวที่กำลังนั่งอยู่
“เหมียว”
“มานั่งตรงนี้ทำไมทุกวันเนี่ย”

แมว
“ก็มารอกินแอปเปิ้ลไงเล่า”

กระต่าย
“ไหน แอปเปิ้ล…ต้นนี้น่ะนะ”

แมว
“อือ”

กระต่าย
“อ้าว แต่แกเป็นแมวนี่ ทำไมไม่ปีนไปเก็บล่ะ”

แมว
“ไม่เอาหรอก ชั้นรอโมโม่อยู่”

กระต่าย
“โมโม่ โมโม่นี่ตัวอะไรเหรอ”

แมว
“โมโม่น่ะ เป็นแมวที่น่ารักที่สุดในโลกล่ะ”

กระต่าย
“อา….ฮะ”

แมว
“อื้อ แล้วเค้าก็ไม่ร้องเมี้ยวๆ ด้วยนะ โมโม่น่ะเก่ง แล้วก็ฉลาด ใครๆ ก็พูดว่า นี่ล่ะแมวสมบูรณ์แบบของแท้แน่นอน”

กระต่าย
“ฮื่อ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่แกจะไม่ปีนไปเก็บแอปเปิ้ลด้วยล่ะ”

แมว
“ก็ชั้นต้องรอโมโม่มากินเป็นเพื่อนกันไงล่ะ ใครๆ ก็พูดกันว่าโมโม่ชอบกินแอปเปิ้ลสีทองที่สุด แล้วชั้นก็ปลูกต้นนี้มาตั้งสิบปีแน่ะ”

กระต่าย
“ฮื่อ แล้วโมโม่บอกแกไว้ว่าจะมาเมื่อไหร่ อีกนานมั้ย”

แมว
“ไม่รู้สิ ชั้นเองก็ยังไม่เคยเจอเลย…แต่แม่ชั้นบอกนะว่าวันนึงโมโม่จะมากินแอปเปิ้ลสีทองด้วยกันแหละ”

ฟองสบู่ผ่านเข้ามาในฉาก

กระต่าย
“เหมียว อธิษฐานเร็ว”

แมว
“อื้อ”

เพลง At the river, ของ groove armada ขึ้น
ภาพเปลี่ยนไปเป็นท้องฟ้าตอนเย็น และฟองสบู่ที่กำลังลอยไปตามอากาศ
ตัดสลับกับรถวิ่งที่อนุสาวรีย์ชัย (มุมบนจากบีทีเอส) ฟองสบู่ยังคงอยู่ในฉาก
ฟ้าค่อยๆมืด ภาพถ่ายให้เห็นไฟระยิบระยับจากหมู่ตึก (อาจจะถ่ายจากสะพานสาทร/สะพานกรุงเทพ)
ตัดสลับกับภาพท้องฟ้าแพนสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

ฉากที่ 4
ภาพตัดกลับมาที่ใบหน้าของผู้หญิงกำลังมองแมวที่นอนหลับอยู่ข้างๆ ตัว
เสียงเพลง fade ลงเรื่อยๆ

 
Note:
ถ่ายทั้งหมดก่อนโดยไม่สนใจความยาว
แต่ถ้าเนื้อเรื่องทั้งหมดยาวกว่าห้านาทีจะเอาไปตัดต่ออีกที คาดว่าจะตัดฉากที่ 1 และ 2ให้สั้นลงได้

times’pace.

June 6, 2008 by tape

 

Part I
พบ

หมุนวนและซ้ำซาก
ฉันจดคำทั้งสองลงไปในสมุดบันทึกปกสีเขียวเข้ม มีเพียงเท่านั้นสำหรับคำบรรยายของวันที่ยี่สิบสองธันวาคมปีสองศูนย์ศูนย์ห้า กิจวัตรประจำวันช่างเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ และที่เลวร้ายที่สุดก็คือมันเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เอ๊ะ หรือว่าได้นะ พอนึกถึงเรื่องราวของเมื่อราวสองเดือนก่อนขึ้นมา ฉันก็ชักเริ่มจะไม่แน่ใจ

“ทุกคนก็ต้องทำอะไรซ้ำเดิมทุกวันล่ะนะ” ฉันบ่นกับคุณลุงที่ร้านไปอย่างนั้น
อันที่จริงแล้ว มันก็ไม่เชิงเป็นคำบ่นให้ใครฟัง ออกจะค่อนไปทางคำปลอบใจตัวเองที่ลอยไปเข้าหูใครสักคนเสียมากกว่า
”หนูคงไม่ได้กินข้าวเหมือนกันทุกมื้อหรอกใช่ไหม” เช่นเคย เหมือนคำรำพึงอย่างไม่ตั้งใจ คุณลุงแย้งฉันด้วยคำถามกับแววขบขันในดวงตา จำไม่ได้แล้วว่าเมื่อแรกนั้น ฉันเดินเข้ามาที่ร้านนาฬิกาโบราณร้านนี้ได้อย่างไร มารู้ตัวอีกทีเวลากว่าสี่ปีก็ผ่านไป การแวะไปที่ร้าน เพื่อพูดคุย และถกเถียงกับคุณลุงก่อนกลับบ้านทุกเย็นก็กลายเป็นอีกกิจวัตรหนึ่งของชีวิต
“คุณลุงคะ แล้วเรือนนี้ซ่อมได้ไหมนี่” ฉันพยายามเปลี่ยนเรื่อง หันไปให้ความสนใจกับนาฬิกาพกที่วางอยู่บนโต๊ะแทน
“ได้สิ สภาพประมาณนี้ก็คงใช้ได้อีกหลายปีอยู่” คุณลุงตอบโดยไม่ละสายตาไปจากชิ้นส่วนเล็กๆ ที่กำลังถูกคีมเหล็กในมือคีบอยู่
“นาฬิกาเก่า โดยมากซ่อมไม่ยากหรอก แต่ปัญหามันอยู่ที่การหาอะไหล่มาเปลี่ยนน่ะ อย่างเม็ดมะยมทรงรีที่ขนาดพอเหมาะพอเจาะกับนาฬิกาเรือนนี้ แล้วก็ทำด้วยทองเหลืองอย่างชิ้นนี้ ลุงได้ยินมาว่าพอสิ้นปีหน้า ทางโรงงานเขาก็จะเลิกผลิตแล้วนะ” ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ถามต่อว่าเป็นเพราะเหตุใด คุณลุงก็พูดต่อราวกับอ่านใจฉันออก
”ทำไปก็ไม่มีใครซื้อ นาฬิกาเก่าขนาดนี้ก็ไม่มีใครทำขายอีกแล้ว” อืม โลกมันเปลี่ยนไปแล้วสินะ 
พร้อมๆ กับที่วูบของความคิดนั้นวิ่งเข้ามาในหัว เสียงกรุ๊งกริ๊งจากกระดิ่งเงินใบเล็กที่แขวนอยู่หน้าประตูก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงวัตถุตกกระทบพื้น และเสียงอุทานเบาๆ
“อ๊ะ…” ถัดจากเสียงอุทานนั้น ฉันหันหลังไปมอง เห็นร่างของใครบางคนกำลังก้มเก็บม้วนกระดาษราวสามถึงสี่ม้วนอยู่ด้วยท่าทางทุลักทุเล มือหนึ่งพยายามประคองม้วนกระดาษที่เหลือไม่ให้ตกลงไปกับพื้น อีกมือหนึ่งก็กวาดม้วนกระดาษที่ลงไปกองให้เข้ามาอยู่รวมกัน พลางกันไม่ให้กระเป๋าที่สะพายอยู่แกว่งมากีดขวาง ในชั่วขณะที่ฉันกำลังลังเลอยู่ว่าจะเข้าไปช่วยคนแปลกหน้าคนนั้นดีหรือไม่อยู่นั้น คุณลุงเจ้าของร้านก็ส่งเสียงกลั้วหัวเราะออกมาจากด้านหลังโต๊ะ
“วางกองไว้แถวนั้นแหละ เดี๋ยวผมไปหยิบเอง”
”ครับ เป็นอันว่าครบตามที่สั่งแล้วนะครับ” เขาวางม้วนกระดาษทั้งหมดไว้ด้วยกันที่ริมกำแพงข้างประตูร้าน จากนั้นจึงก้าวมาหยุดอยู่ข้างฉัน และหยิบปากกาลูกลื่นสีดำกับกระดาษแผ่นเล็กออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง ส่งให้คุณลุงที่อีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะ  คุณลุงรับมาและเซ็นชื่อที่มุมขวาล่าง จากนั้นก็ส่งเช็คจากลิ้นชักให้เขา
“แล้วแวะมาบ้างล่ะคุณ คุยกับคุณสนุกดี”
“ครับ” เขารับปากสั้นๆ แล้วก็กลับหลังหัน ก้าวออกไปจากร้าน 
ฉันมองตามบานประตูที่ยังเปิดค้างอยู่ ท้องฟ้าข้างนอกดูมืดลงทุกที ไฟนีออนจากตึกแถวฝั่งตรงข้ามสว่างขึ้นทีละดวง เพียงไม่นานเวลาค่ำก็มาถึงแล้วอย่างสมบูรณ์
“เผลอแป๊บเดียว ค่ำแล้วแฮะ พรุ่งนี้เจอกันแล้วกันนะคะ” ฉันบอกคุณลุง แล้วก็ผลักประตูร้าน ออกไป

เย็นนี้อากาศดีสมกับที่เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว ฉันเดินผ่านแผงขายของมากมาย ลัดเลาะไปตามถนนสายที่ถือได้ว่าเก่าที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองนี้… ผ่านร้านขายของชำไปก็จะเป็นตลาด และต่อจากตลาดก็จะเป็นไปรษณีย์ ฉันฮัมถ้อยคำที่ไร้ความหมายพิเศษใดๆ ออกมาเป็นทำนองสูงต่ำ เวลาอย่างนี้ฉันมักรู้สึกยังไม่อยากกลับที่พักสักเท่าไหร่ ในเมื่อกลับไปก็ไม่มีใครรออยู่ เหงาในที่ที่อากาศดี ก็คงจะดีกว่าเหงาอยู่ในห้องแคบๆ น่าจะเป็นอย่างนั้น… ต่อจากไปรษณีย์ก็จะเป็นร้านกาแฟ เมื่อฮัมเพลงมาถึงตรงนี้ ฉันก็คิดถึงอดีตที่ในตอนนี้ดูแสนห่างไกล หากเป็นเมื่อสามปีก่อน ฉันมั่นใจว่าร้านนี้ปิดเวลาสี่ทุ่มครึ่ง แต่ตอนนี้… เอาเถอะ ฉันก้มดูนาฬิกาที่ข้อมือ เพิ่งจะหนึ่งทุ่มกับอีกสิบนาทีเท่านั้นเอง ปล่อยตัวเองไปกับความหลังสักพักหนึ่งก็คงไม่เสียหายอะไร ฉันเลื่อนประตูกระจกออก ตรงไปสั่งกาแฟร้อนกับบราวนี่ที่เคาน์เตอร์ แล้วจึงเดินขึ้นไปยังชั้นสองของร้าน มองหาที่ว่างข้างกระจกหน้าต่าง แต่เก้าอี้นวมที่มุมในสุดของร้านถูกจับจองไปแล้ว โดยผู้หญิงผมยาวประบ่าในชุดติดกันสีขาว
“อ้าว…เชิญค่ะ”
ในทีแรกนั้น ฉันไม่แน่ใจว่าเธอหมายถึงฉัน แต่ในเมื่อบริเวณนั้นไม่มีใครอื่นอีก ฉันจึงตอบไปอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก
”ค่ะ…” จนเมื่อเธอคนนั้นลุกขึ้นจากเก้าอี้นวม ค้อมตัวลงน้อยๆ ให้ฉัน แสงไฟเหลืองนวลบนเพดานส่องให้เห็นเสี้ยวหน้าที่งดงามนั้น ฉันจึงจำได้ มันผ่านไปนานมากแล้วจริงๆ นานจนไม่น่าจะมีใครที่เกี่ยวข้องมาใส่ใจ หรือระลึกถึง แต่เธอก็อยู่ตรงนี้แล้ว พร้อมกับท่าทีเชื้อเชิญให้ฉันนั่ง
“สองปีแล้วสินะ…คุณเป็นยังไงบ้าง”
”ก็สบายดีค่ะ แล้วคุณล่ะคะ”
”ดีค่ะ ฉันกับปริญญ์ก็ยังไปกันได้ดีค่ะ” หากไม่ใช่ผู้หญิงคนนี้ ต่อคำตอบอย่างนี้ ฉันคงอดทนอดกลั้นไว้ไม่ไหว แต่น้ำเสียงของเธอไม่มีแววเย้ยหยันสักนิด ค่อนไปทางสำนึกผิด และจำทนเสียมากกว่า บทสนทนาตามมารยาทที่ชวนอึดอัดระหว่างฉันกับเธอคงดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่ หากเธอไม่ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แล้วแนะนำให้ฉันรู้จักกับใครบางคนที่กำลังเดินขึ้นบันไดมา
“นี่น้องชายฉันเองค่ะ ส่วนนี่ เอ้อ…เพื่อนเก่าของพี่เองจ้ะ” ฉันหันไปมองหน้าเขา
”อ๊ะ…” ฉันและผู้ชายคนนั้นอุทานขึ้นมาพร้อมกัน ภาพตอนที่ผู้ชายคนนี้ก้มลงเก็บม้วนกระดาษที่ร้านนาฬิกาผ่านเข้ามาในความคิดของฉัน พอนึกถึงความเก้ๆ กังๆ ของเขา ฉันก็เผลอหัวเราะออกมาเบาๆ
“นี่รู้จักกันหรอกเหรอเนี่ย” เธอเอ่ย พลางทำหน้าตาเหรอหรา ตั้งท่าจะถามต่อไปว่าฉันกับน้องชายของเธอรู้จักกันได้อย่างไร
”แล้ว…” ขณะที่เธอกำลังอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่นั้น เสียงเรียกเข้าเป็นทำนองเพลงไทยยอดนิยมเพลงหนึ่งก็ดังขึ้นจากโทรศัพท์มือถือเครื่องสีดำบนโต๊ะ 
”ถ้างั้น นั่งคุยกันไปก่อนนะคะ เดี๋ยวขอตัวแป๊บนึงค่ะ”

“คุณไปที่ร้านนาฬิการ้านนั้นบ่อยเหรอครับ” หลังจากความเงียบยาวนาน อีกบทสนทนาก็เริ่มขึ้น
“ค่ะ ฉันแวะไปที่ร้านนั้นเกือบทุกวันเห็นจะได้”
“จริงๆ แล้ว ผมก็ไปที่ร้านนั้นบ่อยเหมือนกันนะ แต่ว่าหลังจากวันนี้ก็คงไม่ค่อยได้ไปแล้ว” เขาพูด พลางหันไปรับถ้วยกาแฟร้อนจากพนักงานเสิร์ฟหญิงหน้าตาน่ารักส่งต่อมาให้ฉัน แล้วก้มศีรษะนิดหนึ่งเพื่อขอบคุณ
“อ้าว ทำไมล่ะคะ” ฉันถาม
”ปกติผมจะรับถ่ายรูปให้ร้านนาฬิกาของคุณลุงแกน่ะครับ แต่ว่าช่วงนี้งานที่อื่นติดต่อเข้ามาเยอะ ก็เลยต้องให้เพื่อนทำแทนไป” เขาอธิบาย
“อ้อ…”
”แล้วคุณล่ะครับ รู้จักกับพี่สาวผมนานรึยัง”
”ก็…สักสองสามปีได้แล้วน่ะค่ะ แต่ก็ไม่ได้สนิทกันเท่าไหร่” พอพูดออกไปอย่างนั้น เหตุการณ์ในวันนั้นก็ผ่านเข้ามาเหมือนภาพซ้อนทับ ปริญญ์กับผู้หญิงคนนั้นเคยนั่งเคียงข้างกันบนเก้าอี้ตัวที่ฉันกำลังนั่งอยู่ในตอนนี้ เธอกุมมือเขา กล่าวกับฉันที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงวิงวอนทว่าหนักแน่น
 “ปริญญ์กับฉันจะแต่งงานกันตอนต้นปี ฉันขอร้องเถอะนะ เธอสองคน…อย่าพบกันอีกเลย” วินาทีนั้น ฉันหันไปมองตาเธอ ด้วยอยากจะรู้ว่าเธอพูดออกมาได้อย่างไร เธอกล้าขอร้องให้ฉัน คนที่คบกับปริญญ์มาเนิ่นนานยอมเดินจากไป เธอทำได้อย่างไร, แน่นอน เธอไม่สบตาฉัน
แม้ไม่เข้าใจ แต่แค่เห็นสายตาลำบากใจของปริญญ์ ฉันก็รู้ว่าฉันควรตัดสินใจอย่างไร กว่าทุกอย่างจะกระจ่างชัดเวลาก็ล่วงมาอีกราวครึ่งปี จดหมายจากเธอทำให้ความสงสัยของฉันหมดไป เธอบรรยายถึงความคับข้องใจที่ต้องแต่งงานกับคนที่พ่อแม่เลือกให้ และเล่าว่าเธอเสียใจเพียงใดที่ทำให้ฉันต้องเลิกรากับคนรัก จากวันที่ฉันได้อ่านจดหมายฉบับนั้น โลกของฉันก็เปลี่ยนไป แม้ยังคงไม่อาจศรัทธาในชีวิตคู่ได้อีก แต่ฉันก็ให้อภัยเธอที่ก่อแผลเช่นนั้นให้กับฉัน

“คุณ กาแฟเย็นหมดแล้วนะ” ผู้ชายตรงหน้าพูดกลั้วหัวเราะ
”อ๊ะ จริงสินะ ขอโทษค่ะ” ฉันตอบ ยื่นมือออกไปหยิบถ้วยกาแฟ อืม จริงของเขา กาแฟร้อนของฉันกลายเป็นกาแฟเย็นไปเสียแล้ว
“แล้วคุณจะขอโทษผมทำไมน่ะ นั่นมันกาแฟคุณ อ้อ เมื่อกี้นี้ พี่สาวผมบอกว่าเขาจะกลับแล้วนะ แฟนเขาโทรมาตาม” เขาบอก
“อ้าว…” ฉันอุทาน เพิ่งจะรู้ตัวว่าหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเองจนลืมนึกถึงอะไรอย่างอื่นไปเลย
“แล้วคุณรีบไปไหนรึเปล่า ถ้ารีบ ไปก่อนก็ได้ค่ะ ฉันคงนั่งอยู่อีกพักหนึ่ง”
 “คือ ถ้าคุณอยากนั่งคนเดียว ผมย้ายโต๊ะก็ได้ครับ ผมเองก็คงอยู่ต่ออีกสักพัก นี่ก็ตั้งใจว่าจะมานั่งเช็คงานน่ะครับ”
“อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ ฉันพกหนังสือมานั่งอ่านด้วย ยังไงก็คงไม่รบกวนกัน” ฉันยิ้ม
  
คิด

หมุนวนและซ้ำซาก
รู้ทั้งรู้ แต่ก็…

หลังจากครุ่นคิดอยู่เป็นนาน ฉันก็เติมข้อความลงไปอีกหนึ่งวลี จากการได้พูดคุยกับคนแปลกหน้าโดยไม่ตั้งใจ จากวันนั้น ฉันพบว่าตัวเองกำลังเริ่มต้นมอบความสนิทใจให้กับบุคคลอื่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

“คุณอ่านเรื่องอะไรอยู่น่ะครับ” ระหว่างที่กำลังส่องฟิล์มเนกาทีฟกับแสงไฟอยู่นั้น เขาก็ถามขึ้น
”ขอบฟ้าที่ตาเห็นค่ะ” ฉันละสายตาจากตัวหนังสือแวบหนึ่ง
“ผมว่า ขอบฟ้าที่ตาเขาเห็น บางที ก็ต่างจากผมไปเยอะเลย” เขากล่าวยิ้มๆ
“คุณอ่านไปถึงบทไหนแล้วครับ”
“เพิ่งอ่านตอนที่คุณจักรภพเขียนถึงเวียดนามจบค่ะ”
”ผมว่าเขายึดติดเรื่องความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมมากไป จนลืมไปว่าสุดท้ายแล้วเราต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน มีดีมีชั่วปนๆ กันไปทั้งหมด”
”แต่ฉันว่าความต่างเรื่องวัฒนธรรมนี่สำคัญนะคะ ไม่ต้องถึงกับต่างชาติกันก็ได้ ขนาดคนชาติเดียวกัน บางทียังเหมือนพูดกันคนละภาษาได้เลย” คนเราหนอ ช่างคิดวนเวียนอยู่แต่กับเรื่องของตัวเองเสียจริง เท่านั้นยังไม่พอ ยังจะหวังให้คนอื่นฟังอีก ฉันนึกติตัวเองในใจ
“เอ อย่างนั้นเลยหรือครับ สงสัยคงเพราะผมเคยเจออะไรที่ดีๆ จากคนวัฒนธรรมอื่นมั้งครับ ผมเลยมีแต่ภาพแง่บวกของความต่าง” เขาพูด พลางรูปซิปเปิดกระเป๋าสะพายใบใหญ่
“กล้องตัวนี้ผมได้มาจากอาจารย์ที่เป็นคนฝรั่งเศส เขาเป็นคนฝรั่งเศสที่สัมผัสกับเวียดนามอย่างที่อาจจะมากกว่าคนเวียดนามบางคนด้วยซ้ำ…เขาอยู่ที่เวียดนามมาหลายสิบปี แต่งงานกับผู้หญิงเวียดนาม และมีลูกชายรุ่นราวคราวเดียวกับผม” เขาเว้นระยะหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ
“วันที่ผมได้กล้องตัวนี้มาเป็นวันที่ผมจำได้ดีที่สุดวันหนึ่งในชีวิต วันนั้นผมเอางานไปส่งอาจารย์หลังจากที่เพื่อนคนอื่นๆ ส่งงานชิ้นนี้ไปแล้วประมาณหนึ่งอาทิตย์เห็นจะได้ โจทย์ของอาจารย์ในคราวนั้น คือ ความสุข ผมจำได้ว่าผมนอนคิดอยู่หลายคืนก็คิดไม่ออกว่าควรจะถ่ายรูปอะไรออกมา จนกระทั่งถึงวันก่อนที่จะส่งงานผมเดินไปเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังก้มตัวลง และยื่นมือไปลูบกลีบดอกไม้ดอกเล็กๆ ที่ดูเหมือนผุดขึ้นมาจากพื้นซีเมนต์ โชคดีเอามากๆ ที่ผมเก็บภาพนั้นไว้ได้ทัน และส่งให้อาจารย์”
“อาจารย์คงประทับใจในมุมมองของคุณมากนะคะ” ฉันพูด นึกอยากเห็นรูปใบที่เขาว่าขึ้นมาเสียเดี๋ยวนั้น 
“เปล่าเลยครับ พอผมส่งรูปใบนั้นไป อาจารย์ก็พูดทันทีเลยว่า คุณคิดว่างานของคุณดีพอที่จะส่งช้าขนาดนี้ใช่ไหม ผมได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งไปนาน จนในที่สุดอาจารย์พูดขึ้นว่า คุณทำให้ผมนึกถึงตัวเองเมื่อสมัยก่อน อยากให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุดจนลืมนึกไปถึงความรู้สึกของคนอื่น… และไม่ใช่แค่กับเรื่องงาน” พูดจบ เขาก็นิ่งไปพักใหญ่ ต่อสภาวะที่ใครสักคนดิ่งลงไปในห้วงความคิดของตัวเองอย่างนี้ ฉันก็ไม่รู้จะทำอย่างไร นอกจากตั้งท่าจะเปิดอ่านหน้าต่อไปของหนังสือ และหวังว่าจะหลุดเข้าไปในโลกอีกใบหนึ่งบ้างเท่านั้น แต่แล้วเขาก็พูดต่อ
“อ่า ขอโทษครับ ผมพูดมากไปหน่อย คุณล่ะ ชอบถ่ายรูปหรือเปล่า”
“จริงๆ แล้ว ที่ฉันไปร้านนาฬิกาของคุณลุงครั้งแรกก็เพราะรูปนี่ล่ะค่ะ” ฉันตอบยิ้มๆ
“ฉันถ่ายรูปบ้างนิดหน่อยน่ะค่ะ แต่ก็แค่ถ่ายตอนที่ว่างๆ เรียกว่าเป็นงานอดิเรกเสียมากกว่าความสามารถก็ไม่ได้มากมายขนาดยึดเป็นอาชีพได้น่ะค่ะ”
“อ้อ…” เขาพยักหน้าว่ารับรู้ แล้วบทสนทนาก็ขาดตอนอีกครั้ง ฉันก้มลงอ่านบทที่ค้างอยู่ต่อ เขาหยิบเลนส์กล้องขึ้นมาทำความสะอาด แล้วเข็มนาฬิกาก็เคลื่อนผ่านไปตามจังหวะของมัน  

“คุณ ยังไม่กลับอีกเหรอ ร้านเขาจะปิดแล้วนะ” จริงของเขา ถ้วยกาแฟบนโต๊ะก็ถูกเก็บไปแล้ว เก้าอี้ทุกตัวก็ถูกยกขึ้นไปบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว
“ตายล่ะ นี่จะสี่ทุ่มครึ่งแล้วเหรอเนี่ย” ฉันโกยของทุกอย่างที่เคยอยู่บนโต๊ะลงไปกองรวมกันในกระเป๋า โดยมีผู้ชายคนที่นั่งเงียบๆ อยู่นานยืนหัวเราะอยู่ข้างๆ คงจะเป็นวินาทีนั้นล่ะมั้งที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า ระหว่างการรู้จักกับไม่รู้จัก เส้นแบ่งมันบางเหลือเกิน

“แล้วนี่กลับยังไงครับ” เขาถามขึ้น ระหว่างที่เรากำลังเดินลงบันได
“ก็เดินกลับน่ะค่ะ บ้านอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่”
“อ้อ” เขาพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ขณะดึงประตูเปิด และก้าวออกไป ฉันก้าวตาม
“ไปก่อนนะคะ”
“เอ่อ ผมกำลังจะจัดแสดงรูปถ่ายที่แกลเลอรี่น่ะครับ มีรูปที่ผมส่งให้อาจารย์ ที่ผมเล่าให้คุณฟังด้วย ถ้าสนใจยังไงก็บอกได้นะครับ”
“ค่ะ…ว่าแต่ แล้วฉันจะติดต่อคุณได้ยังไงคะ”
“คือ ผมไม่มีโทรศัพท์มือถือน่ะครับ จะรบกวนไปไหมถ้าจะขอเบอร์โทรศัพท์คุณไว้ แล้วพอผมได้รายละเอียดเรื่องวัน เวลาแล้วผมจะโทรไปบอกอีกที”
“ค่ะ” ฉันตอบออกไป รู้สึกเหมือนเป็นเสียงของคนอื่นมากกว่าเป็นเสียงของตัวเอง จะดีหรือ กับการเสี่ยงต่อการเริ่มความสัมพันธ์ที่ไม่มีทางรู้ว่าจะนำไปสู่อะไร ฉันถามตัวเองอย่างนั้น แปลกนัก ต่อคำถามนั้นเป็นความไม่รู้ที่สะท้อนกลับมา กับความตระหนักรู้ว่าคำพูดที่กล่าวออกไปแล้วย่อมไม่อาจย้อนคืน  

ผิด

 “สวัสดีครับ” ราวหนึ่งอาทิตย์ถัดมา คำทักทายธรรมดาจากคนที่ฉันไม่คุ้นเคยดังมาตามสายโทรศัพท์
“สวัสดีค่ะ” ฉันกรอกเสียงกลับไป
“เอ่อ ไม่ทราบว่าคุณจะจำได้หรือเปล่า ผมเป็นน้องชายเพื่อนคุณน่ะครับ ที่เจอกันที่ร้านกาแฟเมื่อวันก่อน”
“ค่ะ จำได้ค่ะ”
“ผมจะโทรมาบอกว่างานรูปถ่ายจะมีตั้งแต่วันที่สิบเดือนหน้าไปจนถึงสิ้นเดือนนะครับ”
“ค่ะ แล้วนี่ใช่เบอร์ที่บ้านคุณหรือเปล่าคะ ฉันจะได้จดไว้”
“เปล่าครับ นี่ผมโทรจากเครื่องสาธารณะ”
“นี่ก็เกือบเที่ยงคืนแล้วนะ ยังไม่กลับบ้านอีกหรือคุณ”
“อ้าว ทีวันนั้นตั้งสี่ทุ่มกว่าแล้ว คุณก็ยังไม่กลับบ้านเลยนี่” เขาย้อน
“คุณลุงที่ร้านเป็นยังไงบ้างครับ” คงนึกขึ้นได้ว่าอาจฟังดูละลาบละล้วงจนเกินไป เขาจึงเปลี่ยนเรื่อง  
“ก็เหมือนเคยค่ะ คุณลุงก็ยังบ่นเรื่องเดิมๆ…”
“นาฬิกาเก่าไม่ค่อยมีใครเขาซื้อกันอีกแล้ว” เขาพูดต่อจากประโยคของฉัน ทำเสียงเลียนแบบคุณลุงที่ร้าน แล้วฉันกับเขาก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน
“ใช่เลยค่ะ ฉันไปร้านนั้นกี่ครั้ง คุณลุงแกก็บ่นเรื่องซ้ำๆ ให้ฉันฟัง แต่ก็ตลกดีนะคะ เพราะพอฉันบ่นว่าชีวิตฉันซ้ำไปซ้ำมา น่าเบื่อ คุณลุงแกก็จะพูดเป็นนัยว่ารายละเอียดในชีวิตน่ะ มันไม่ซ้ำเดิมหรอก แกพูดอย่างนั้นทุกครั้ง โดยที่แกไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าแกเองก็กำลังทำอะไรซ้ำเดิม”
“นั่นสิครับ ว่าแต่คุณเองไปทำอะไรที่ร้านนั้นบ่อยๆ น่ะครับ”
“คือ อย่างที่บอกค่ะ ตอนแรก ฉันชอบไปดูรูปบนผนังร้านน่ะค่ะ แต่ว่า พอสักพัก…เอ พูดไปคุณจะว่าฉันเพี้ยนไหมนะ…” ฉันเริ่มลังเล แต่ดูเหมือนจะช้าไป เกริ่นมาขนาดนี้แล้ว ถึงอย่างไรก็คงต้องเล่าต่อไปอยู่ดี
“แต่พอสักพัก ฉันก็เริ่มสนใจสังเกตนาฬิกาแต่ละเรือนน่ะค่ะ มีนาฬิกาเก่ามากมายที่มีคนมาซื้อไป แล้วก็ถูกส่งมาซ่อม ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งใช้ไม่ได้อีกต่อไป หรือไม่ก็จนกว่าจะหาอะไหล่มาเปลี่ยนไม่ได้แล้ว และต้องถูกหลอมมาเป็นเศษเหล็ก ที่ในวันข้างหน้า ก็อาจจะกลายมาเป็นนาฬิกาอีกเรือนก็ได้” เขาปล่อยให้ฉันพูดจนจบโดยไม่ขัดสักคำ แล้วจึงตอบเพียงสั้นๆ
“น่าสนใจ”
“ฉันว่ามันเหมือนวัฏจักรชีวิตของคนเราน่ะ เกิดมา แล้วก็จากโลกนี้ไป เหมือนๆ กันทุกคน” 
เสียงเตือนจากตู้โทรศัพท์ดังเสียดหูดังยาว เป็นสัญญาณว่าหากไม่หยอดเหรียญเพิ่ม การติดต่อครั้งนี้จะจบลงในอีกหนึ่งนาที
“ถ้าอย่างนั้นผมวางสายก่อนนะครับ แล้ววันหลังคุยกันใหม่นะครับ”
“ค่ะ ไว้คุยกันค่ะ”
   
หลังจากบทสนทนาแสนธรรมดาเช่นนั้นผ่านไปราวห้าถึงหกครั้ง ในไม่กี่วันให้หลัง ฉันก็ไปยืนอยู่ที่แกลเลอรี่เป็นครั้งแรก หลังจากที่ห่างหายจากการชื่นชมงานศิลปะบนผนังสีขาวมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เมื่อก้าวเข้าไปในส่วนของห้องนิทรรศการ ฉันก็ต้องแปลกใจ ภาพถ่ายขาว-ดำยี่สิบกว่าภาพถูกปลดลงมาวางบนพื้นไม้มันปลาบ แทนที่จะถูกแขวนอยู่บนผนัง และ…ผนังทั้งสี่ด้านถูกทาให้เป็นสีดำสนิท แสงทั้งหมดในห้องนั้นมาจากสปอตไลท์ที่อยู่บนเพดาน
“ฉันไม่นึกว่านิทรรศการภาพถ่ายจะต่างไปจากที่ฉันคิดได้มากขนาดนี้เลย” พอเดินดูงานนิทรรศการจนทั่ว และออกมานั่งอยู่บนพื้นหญ้าที่สวนสาธารณะฝั่งตรงข้าม ฉันก็เอ่ยขึ้น
“ทำไมภาพทุกภาพต้องเป็นภาพขาว-ดำทั้งหมดด้วยคะ”
“ผมอยากจะสื่อถึงความงดงามของอดีตน่ะครับ ผมว่าอะไรที่ผ่านไปแล้วและไม่สามารถหวนกลับมาได้ใหม่มันทิ้งรอยไว้ในใจคนเราเสมอ สำหรับผมภาพขาว-ดำเป็นสิ่งที่สื่อถึงเงาของอดีตที่ทอดมาจนถึงปัจจุบัน” เขาตอบยืดยาว แล้วก็ล้มตัวลงนอนมองฟ้า
“จะสัมภาษณ์ไปลงหนังสือหรือไงครับเนี่ย” ฉันได้ยินเสียงบ่นเบาๆ จากคนข้างๆ แต่ทำเป็นไม่สนใจ และยังคงตั้งคำถามต่อไป
“แล้วคุณจะเอารูปมาวางบนพื้นทำไม ฉันไม่เข้าใจเอาเลย” เมื่อถามไปแล้วก็พยายามคาดเดาคำตอบ ฉันคิดเอาว่า เขาคงต้องการให้งานศิลปะเป็นสิ่งที่จับต้องได้สำหรับทุกคน เขายิ้มนิดหนึ่งก่อนตอบ
“เรื่องนั้น ผมรู้ว่าใครๆ ก็คงจะคิดว่าผมจะสื่อถึงประเด็นอะไรสักอย่าง แต่จริงๆ แล้วเหตุผลเบื้องหลังมันง่ายกว่านั้นมาก ก็แค่ผมเห็นว่ามันเรียกร้องความสนใจของสื่อได้ ก็เท่านั้นเอง อ่า เรื่องนี้ จะดีมาก ถ้าคุณจะไม่เอาไปบอกใครต่อนะครับ” เขายกมือขึ้นเป็นเชิงขอร้อง ฉันอดขำท่าทางนั้นจนอดแซวไม่ได้
“เรียกค่าปิดปากซะดีไหมเนี่ยคุณ”
“อ้าว ไหงงั้นล่ะครับ” เขาทำหน้าจ๋อย
“เอ ถ้าผมจำไม่ผิด ตอนอยู่ที่ร้านอาหารคุณบอกว่าชอบถ่ายรูปใช่ไหมครับ” นิ่งไปได้พักเดียว เขาก็เอ่ยขึ้น
“ใช่ค่ะ โดยเฉพาะพวกตึก หรือรูปวิวน่ะค่ะ”
“โดยส่วนตัว ผมก็ชอบถ่ายรูปตึกเหมือนกัน ผมว่าตึกมันมีเอกลักษณ์ของมัน แล้วมันก็เล่าเรื่องราวในสมัยของมันได้ด้วย…มีหลายตึกที่ผมอยากไปถ่าย แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ไปเสียที”
“ที่ไหนบ้างคะ”
“คุณฟังแล้วอาจจะแปลกใจ ผมอยากไปถ่ายรูปหอนาฬิกาที่มหา’ลัย เชียงใหม่ครับ มานึกดูมันก็ตลกดี ผมไปเมืองใหญ่ๆ มาก็หลายที่ แต่ยังไม่เคยเห็นหอนาฬิกาที่ไหนมีเสน่ห์เท่ากับที่นั่น ผมเคยไปที่เชียงใหม่แค่ครั้งเดียวตอนสมัยเรียน แต่ผมจำภาพหอนาฬิกาในหมอกสีขาวได้มาจนถึงวันนี้เลย”
“ฉันเองก็ชอบหอนาฬิกาที่นั่นค่ะ ตอนเด็กๆ ฉันชอบหนีที่บ้านแอบขึ้นไปยืนดูพระอาทิตย์ตกจากหอพักของน้า จากระเบียงห้องจะเห็นหอนาฬิกาสีขาวตัดกับท้องฟ้าสีส้ม สวยเหมือนฉากในหนังเลย”  
“ถ้าอย่างนั้น ไว้คุณว่างเมื่อไหร่ไปถ่ายรูปหอนาฬิกากันครับ ผมอยากเห็นฝีมือ”
“โอย ฉันไม่เก่งเท่ามืออาชีพอย่างคุณหรอก”
 
ท้องฟ้าที่ถูกบิดเบือนด้วยการหักเหของแสงที่กระทบกับกระจกดูแปลกตา หลังจากมองโลกผ่านเลนส์ซูมอยู่พักใหญ่ ฉันก็ส่งกล้องคืนให้กับเขา
“ฉันนึกไม่ออกเลยว่าคุณรู้ได้อย่างไรว่าควรจะถ่ายรูปด้วยมุมไหนถึงจะออกมาดี”
“ผมเองก็ไม่รู้หรอก” เขาตอบสั้นๆ พลางเล็งกล้องไปที่ตึกสูงมากมายตรงหน้า และค่อยๆ ปรับโฟกัส
“สุดท้ายแล้วทฤษฎีก็ไม่เคยตอบได้ทุกอย่าง เป็นความรู้สึกต่างหากที่คนเราควรจะใส่ใจ”
ฉันคว้ากล้องดิจิตอลขึ้นมา ตั้งใจจะเก็บภาพใบหน้าด้านข้างของเขา แต่แล้ว…
“นี่คุณ กล้องฉันเป็นอะไรไปก็ไม่รู้” ฉันเอื้อมมือไปสะกิดไหล่เขา
“อยู่ดีๆ มันก็ปิดไปเองเฉยเลย” 
“ครับ…” โดยไม่ได้ตระหนักแม้แต่นิด ฉันได้โยนเศษหินกลุ่มแรกลงไปกระทบผิวน้ำนิ่งไปเรียบร้อยแล้ว ความเงียบรูปแบบเดียวกันกับในวันก่อนก่อตัวขึ้นในฉับพลัน
“ขอโทษด้วยค่ะ ฉันรบกวนสมาธิคุณรึเปล่าคะ” ฉันเอ่ยถาม เมื่อรู้สึกถึงอาการนิ่งเฉยที่ไม่อาจเข้าใจถึงที่มา
“เปล่าครับ แต่ว่า… ผมไม่รู้เรื่องกล้องดิจิตอลหรอกครับ เหมือนกับที่ผมไม่พกโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช้อินเตอร์เนต และไม่ก้าวเข้าไปแตะต้องอะไรก็ตามที่มันวิ่งออกไปไกลเกินกว่าที่ความเข้าใจของผมจะตามทัน” คงจะไม่แปลกอะไรหากจะบอกว่า น้ำหนักของความเงียบถาโถมมาที่ฉันทันทีหลังจากคำพูดนั้น
“ผมไม่แน่ใจว่าคุณจะทราบหรือเปล่า แต่เมื่อราวๆ สามปีก่อน พี่สาวของผมเคยสูญเสียความทรงจำไประยะหนึ่งเพราะบังเอิญประสบกับการเปลี่ยนแปลงที่เร็วเกินไป เร็วเสียจนเธอไม่ได้ตั้งตัว…แล้วก็บังเอิญเสียอีกว่า ผมเป็นคนเดียวที่รับรู้เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น”
“แล้วตอนนั้น เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ”
“คู่หมั้นของพี่พยายามฆ่าตัวตายครับ…พอได้ยินข่าว พี่ก็นั่งนิ่ง ไม่กินข้าว ไม่กินน้ำ ไม่ยอมให้อะไรผ่านเข้าไปในปากแม้แต่อย่างเดียว จนหมอต้องเจาะคอเพื่อให้อาหารทางสายยาง” ฉันอึ้งไป ภาพของปริญญ์ที่ฉันรู้จักสลายไปในพริบตา ปริญญ์คนที่ฉันเชื่อมาตลอดว่าเขามีทางออกสำหรับทุกปัญหา คนที่มีความหวังกับทุกๆ อย่าง คนที่ต้องคอยปลอบเวลาที่ฉันท้อ
“เป็นโชคดีที่เขารอดตาย แต่เป็นโชคร้ายของผมที่ได้เห็นพี่สาวปิดกั้นตัวเองจากการติดต่อของคนรอบข้าง แม้กระทั่งกับคนรัก หรือพ่อแม่ พี่ก็ไม่พูดอะไรด้วยอยู่เป็นเดือน ทุกวันนี้ ถึงพี่จะยิ้ม ผมก็ยังรู้สึกถึงความเศร้าในแววตา ทุกครั้งที่เห็นอย่างนั้น ผมได้แต่คิดว่าโลกหมุนเร็วเกินไป ผมทนอะไรที่เปลี่ยนเร็วอย่างนั้นไม่ได้…” เขาหยุดชะงักอยู่ครู่หนึ่ง
“อันที่จริง เรื่องไม่พกโทรศัพท์มือถือ กับเรื่องกล้องดิจิตอล มันก็แค่นิสัยแย่ๆ ของผมน่ะ คิดเสียอย่างนั้นแล้วลืมที่ผมเล่าดีกว่า ขอโทษจริงๆ ครับคุณ”
“ว่าแต่ แล้วคุณจะเอากล้องไปซ่อมที่ไหนครับ” 
“ก็ยังไม่รู้น่ะค่ะ แต่เดี๋ยวฉันจะลองถามคนรู้จักดู เผื่อว่าเขาจะซ่อมได้”
“คือว่า…” เขาหยุดนิดหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ
“ผมก็มีเพื่อนที่พอจะถนัดเรื่องนี้ ถ้าเกิดว่า…”
“ไม่เป็นไรค่ะ” โดยไม่รอให้เขาพูดจนจบประโยค ฉันบอกปัดข้อเสนอของเขาไป
“มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ฉันจัดการเองได้ค่ะ ถึงอย่างไรก็ขอบคุณนะคะ”

เวลาเคลื่อนผ่านไป ฉันยังคงแวะเวียนไปพูดคุยกับคุณลุงที่ร้านนาฬิกาทุกวัน และเมื่อฉันเล่าเรื่องกล้องถ่ายรูปที่เสียไปให้คุณลุงฟัง ฉันก็ได้รับคำรำพึงแบบอุปมาอุปไมยสะท้อนกลับมาเหมือนเช่นทุกที
“เหตุการณ์ทั้งหลายแหล่น่ะ มันผ่านมา แล้วก็ผ่านไป จะสนใจหรือจะทิ้งมันไว้ตรงนั้น ก็อยู่ที่เรา”
ได้ยินอย่างนั้น จากความตั้งใจแรกที่แค่จะเล่าถึงเรื่องนี้เฉยๆ ก็กลายเป็นว่าฉันเริ่มขวนขวายที่จะหาทางจัดการให้กล้องใช้ได้ขึ้นมาในเร็ววัน

ผ่าน

“ถ้าไม่มีธุระ ก็คงไม่มาใช่ไหม” น้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงการประชดประชันไว้ลึกๆ ดังขึ้นในทันทีที่ฉันกดอินเตอร์คอมเพื่อบอกว่าจะขึ้นไปหา
“ใช่” น่าแปลก กับคนเคยรัก เมื่อช่วงเวลาที่สวยงามผ่านไปแล้ว การประนีประนอมก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เอาเลย
“มีเรื่องอะไรล่ะ” เขาถาม
“จะรบกวนหน่อยน่ะ เห็นว่าเก่งเรื่องกลไกนี่ ช่วยซ่อมกล้องให้หน่อยได้ไหม กล้องดิจิตอลธรรมดาน่ะ ไม่ได้ซับซ้อนอะไรหรอก” ฉันส่งเสียงผ่านอุปกรณ์สื่อสารขึ้นไปชั้นบน
“อ้อ แล้วร้านกล้องแถวบ้านปิดหรือยังไง…เอาเถอะ ขึ้นมาสิ” ถึงจะเข้าใจว่าทุกคำเป็นไปเพื่อตัดความรำคาญ ฉันก็กล่าวขอบคุณตอบ และกดลิฟท์ขึ้นไปยังชั้นยี่สิบสาม

สิบ เก้า แปด เจ็ด หก ห้า…
ทุกครั้งที่มาที่นี่ ฉันมักจะทำเช่นนี้ หยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องของเขา กดกริ่ง แล้วก็นับถอยหลังตามเสียงฝีเท้าที่กำลังจะเดินมาเปิดประตู สี่ สาม สอง หนึ่ง และ…
เกือบห้าวินาทีหลังจากนั้น ประตูจึงเปิดออก เป็นครั้งแรกที่ฉันนับพลาดไป

“ไหนล่ะ กล้องน่ะ” ฉันเลื่อนเป้มาข้างหน้า หยิบกล้องส่งให้เขา เขาพลิกดูอยู่ครู่หนึ่ง และเดินหายเข้าไปในห้อง
“เอ้า เข้ามาสิ” ฉันก้าวตามเข้าไป ดึงประตูปิด
“แบตเตอรี่มันไม่ดีน่ะ แล้วก็หน้าจอก็เหมือนจะช็อตด้วย ทิ้งกล้องไว้กับผมซักพักก็แล้วกัน แล้วเดี๋ยวพอเสร็จแล้วจะโทรไปบอก” พูดไปก็ถอดกล้องฉันออกเป็นชิ้นๆ ไปพลาง
“อืม ถ้าอย่างนั้น เรากลับล่ะนะ” ฉันคว้าเป้ขึ้นสะพายหลัง เดินกลับออกไปโดยไม่แม้แต่จะปิดประตูห้อง ก้าวไปกดปุ่มสีเงิน และยืนรอ

มีเรื่องมากมายที่ฉันอยากจะเล่าให้เขาฟัง แต่ดูเหมือนยิ่งพูด ก็ยิ่งผิดใจกัน ยิ่งเอ่ยปาก ก็ยิ่งกลายเป็นชวนทะเลาะ…กับคนที่เราเริ่มความสัมพันธ์ด้วย ทุกอย่างจะต้องจบลงแบบนี้ไหมนะ?
พอคิดมาถึงตรงนี้ เสียงสัญญาณที่บ่งบอกว่าลิฟท์มาถึงแล้วก็ดังขึ้น
“ชั้นอะไรครับ” ใครบางคนถาม
“ชั้นแอล…มีคนกดไว้แล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ”

ระหว่างที่ความเงียบกับบทสนทนาที่ฉันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใดผ่านมาและผ่านไป ฉันหลับตา รู้สึกเหนื่อยกับอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น นึกอยากจะหายตัวไปจากกล่องสี่เหลี่ยมแคบๆ แล้วไปปรากฏตัวที่ระเบียงห้องของน้าสาวเสียเดี๋ยวนั้น ฉันเผลอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะนึกได้ว่าไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว

ฉันรู้สึกถึงการสั่นสะเทือนในกระเป๋า เมื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูที่หน้าจอก็พบว่าเป็นหมายเลขที่ไม่ได้บันทึกไว้ หากเป็นเมื่อก่อน ฉันจะตัดสินใจไม่รับสาย แต่ตั้งแต่รู้จักกับเขา ทุกครั้งที่มีสายเรียกเข้า ฉันไม่เคยกดสายทิ้งอีกเลย
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับ ผมเองนะ นี่คุณอยู่ที่ไหนครับเนี่ย”
“ตอนนี้อยู่ในลิฟท์ค่ะ คลื่นอาจจะไม่ค่อยดีนะคะ วันนี้ฉันเอากล้องมาซ่อมน่ะค่ะ”
“อ้อ ครับ คือผมจะถามว่าคุณพอจะแนะนำหนังสือให้ผมสักเล่มได้ไหม”
“ได้สิคะ คุณสนใจหนังสือแนวไหนล่ะ”
“ตอนนี้ผมอยากอ่านนวนิยายฝรั่งเศสดีๆ สักเล่มน่ะ ไม่ต้องเป็นวรรณกรรมหนักมากก็ได้น่ะครับ”
“อืม ขอนึกก่อนนะคะ” ฉันคิดอยู่พักใหญ่
“คุณเคยอ่านเรื่องเจ้าชายน้อยหรือยังคะ”
“ยังไม่เคยเลยครับ จริงๆ แล้ว ไม่เคยได้ยินเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าคุณแนะนำ ผมจะไปเดินหาดู”
“ค่ะ ฉันว่าเรื่องนี้จะอ่านเอาเรื่องก็ได้ จะอ่านคลายเครียดก็ดี ลองไปเปิดๆ ดูนะคะ”
“ครับ งั้นผมไม่กวนคุณแล้วดีกว่า ไว้อ่านเสร็จแล้วจะโทรมาเล่าให้ฟังครับ”
“ค่ะ สวัสดีค่ะ” ฉันวางสาย หย่อนโทรศัพท์กลับลงไปในกระเป๋า ตัวอักษรดิจิตอลบอกว่าลิฟท์กำลังไปที่ชั้นล็อบบี้ ฉันขยับกระเป๋าเข้ามากระชับตัว และก้าวออกไปจากลิฟท์ รู้สึกเหมือนมีใครสักคนเรียก แต่ก็ไม่ได้หันกลับไป

ฉันพบว่าโทรศัพท์มือถือหายไปในเช้าวันถัดมา
และพบว่าโลกของฉันกำลังสั่นคลอน ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่
แต่ฉันเชื่อว่าคงจะเป็นครั้งสุดท้าย

เราจะพบกันที่ร้านนาฬิกาแห่งนั้นอีกครั้ง ฉันเชื่อ

Part II
วน

ผมไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ไม่เข้าใจตั้งแต่แรกเริ่มที่เรารู้จักกัน และไม่เข้าใจจนถึงวันสุดท้าย

เช้านี้ผมตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นความรู้สึกอะไร อาการวูบไหวในช่องท้องอาจจะแปลว่าผมคิดถึงเธอ หรืออาจจะเป็นแค่ความไม่สบายใจเพราะไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องทำในสิ่งที่เริ่มจะคุ้นชินเหมือนเคยก็เป็นได้

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ผมพยายามติดต่อเธอ แต่ทุกครั้งกลับไม่มีคนรับสายจนกระทั่งเมื่อวานนี้
“สวัสดีค่ะ” เสียงตามสายที่ตอบมา ตามด้วยการกดตัดสัญญาณการติดต่อ คงเป็นการสื่อสารกันครั้งสุดท้ายระหว่างผมกับเธอ

ผมอาบน้ำ สวมเสื้อยืด กางเกงยีนส์ นั่งลงผูกเชือกรองเท้าที่ขั้นพักบันได แล้วเดินออกไปซื้อปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหู้ที่หน้าปากซอยเหมือนทุกๆ วัน
“วันนี้ไม่แลกเศษเหรียญเหรอ” คุณป้าถามยิ้มๆ ระคนแปลกใจในตอนที่ผมรับถุงพลาสติกมา
“ไม่ล่ะครับ วันนี้ผมคงไม่ได้ใช้” ผมตอบ กลับหลังหันและเดินกลับบ้าน

ซองจดหมายและกระดาษจำนวนหนึ่งถูกเสียบอยู่ในกล่องจดหมายที่หน้าประตู  สองหรือสามเดือนแล้วที่ผมไม่ได้ใส่ใจมัน ผมดึงปึกกระดาษเหล่านั้นออกมาจากกล่อง อ่านชื่อผู้ส่งแบบผ่านๆ
ใบเรียกเก็บค่าประปา, ค่าไฟฟ้า, ใบปลิว, โฆษณา …ไม่มีซองไหนเลยที่จ่าหน้าด้วยลายมือ ความจริงข้อนั้นทำให้ผมหดหู่

วูบหนึ่ง ผมคิดถึงร้านนาฬิกาของคุณลุง บางทีถ้าผมไปที่นั่น ผมอาจจะได้พบเธออีกสักครั้ง
แต่เพื่ออะไรเล่า หากใครสักคนตัดสินใจกันใครสักคนออกไปจากชีวิตเสียแล้ว การพยายามกลับเข้าไปรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของเขาอีก ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่สมควรไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม
เก็บภาพที่สวยงามที่สุดเอาไว้ แล้วเดินต่อไปน่า ผมบอกตัวเองอย่างนั้น

หนังสือบนชั้นดูคล้ายคลึงกันไปเสียหมด ผมไม่แน่ใจว่าควรจะเริ่มหาสิ่งที่ต้องการจากตรงไหน จึงเดินไปหาพนักงานที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน
“พอจะทราบไหมครับว่าหนังสือเรื่องเจ้าชายน้อยอยู่แถวไหน”
“ภาคภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษคะ”
“อ่า…” ผมอึ้งไปพักหนึ่ง “ทั้งสองภาษาเลยครับ”
“ค่ะ รอสักครู่นะคะ”  เธอคีย์ข้อมูลเข้าไปในคอมพิวเตอร์อยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เดินหายขึ้นไปที่ชั้นสองของร้าน ก่อนจะกลับมาพร้อมหนังสือสองเล่มในมือ
“นี่ค่ะ”
“ขอบคุณมากครับ”

หลังจากปิดหนังสือทั้งสองเล่มลง ผมพบว่าตัวเองกำลังขึ้นรถไฟ มุ่งหน้าไปยังเชียงใหม่ ด้วยความตั้งใจที่จะบันทึกความรู้สึกทั้งมวลไว้ ก่อนจะโยนมันออกไปนอกกรอบของความทรงจำ
ผมลงรถไฟที่ริมถนนเจริญเมือง นั่งรถสองแถวต่อไปยังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และยืนนิ่งอยู่หน้าหอนาฬิกาท่ามกลางสายตาที่แสดงความไม่เข้าใจของผู้คนที่ผ่านไปมานานนับชั่วโมง

ผมปรับกล้องไว้ที่ชัตเตอร์บี และกดชัตเตอร์ค้างอยู่นานเสียจนรู้สึกเมื่อยล้า ทุกๆ วินาทีผ่านไปราวกับความฝัน พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน เสียงระฆังดังแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง แล้วก็จางไป ในห้วงเวลาที่สงบนิ่งนั้น เข็มนาฬิกาทุกเข็มต่างเคลื่อนเข้าหากัน และหยุดนิ่งอยู่ที่ตำแหน่งสิบสองนาฬิกา 

“ผมสนใจงานชิ้นนี้ของคุณมาก ไม่ทราบว่าคุณตั้งใจจะขายที่ราคาเท่าไหร่ครับ” ชายคนหนึ่งในชุดสูทสีดำเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ ผมและเอ่ยถาม
“ภาพนี้ ผมใช้จัดแสดงเฉยๆ ครับ” ผมตอบไป
“หรือครับ…” เขานิ่งไป
“ทำไมคุณถึงสนใจภาพนี้ล่ะครับ” ผมแปลกใจ นอกจากใครสักคนจะมีความหลังกับหอนาฬิกาแล้ว ผมก็ไม่เห็นว่าภาพใบนี้มันจะน่าสนใจตรงไหน
“อย่างแรก ผมสังเกตเห็นว่าเข็มนาฬิกาในภาพของคุณหยุดนิ่งอยู่ที่เลขสิบสอง ทั้งที่แสงในภาพบ่งว่าภาพนี้น่าจะถูกถ่ายในตอนเย็น”
“ทำไมคุณคิดว่าผมถ่ายภาพนี้ตอนเย็นล่ะครับ มันเป็นรูปขาวดำนะครับ และสมัยนี้ ใครๆ ก็แต่งรูปกันได้ทั้งนั้นนี่ครับ” ผมถาม ทึ่งที่เขามองเห็นในสิ่งที่ไม่น่าจะปรากฏในมโนทัศน์ของคนทั่วไป
“ผมแค่เผอิญชอบสะสมภาพขาว-ดำน่ะครับ ก็เลยช่างสังเกตมากหน่อย”
“อ้อครับ…” ถือว่าช่างสังเกตในระดับหาตัวจับยากเลยทีเดียว ผมนึก
“และอย่างที่สอง ผมอยากให้ใครอีกคนที่เคยมีภาพในลักษณะเดียวกันนี้อยู่ได้เห็นภาพนี้ของคุณน่ะครับ”
“ถ้าคุณไม่ลำบากใจจะตอบ ใครหรือครับ”
“คุณพ่อของผมเองน่ะครับ ท่านเป็นเจ้าของร้านนาฬิกาชื่อกาลนิรันดร์ อยู่แถวๆ บางลำพูน่ะครับ ผมเคยเห็นพ่อแขวนรูปที่เหมือนของคุณไว้ที่ผนังร้าน แต่หลังจากที่แม่ผมเสีย พ่อก็เผารูปใบนั้นทิ้งไป”
“เรื่องของคุณน่าสนใจกว่าภาพของผมเสียอีกครับ” ผมตอบเขาไปด้วยรอยยิ้ม
“แล้วก็ ผมเปลี่ยนใจแล้วครับ ผมยกภาพนี้ให้คุณไปเลยก็แล้วกัน”
“ไม่ได้ครับ ผมขอซื้อภาพนี้จากคุณเถอะ ภาพดีๆ หายาก และก็สมควรได้รับค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ”
“ราคาไม่ใช่มูลค่าของภาพครับ ผมเองก็อยากให้ใครบางคนได้เห็นภาพนี้เหมือนกัน และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ผมยกภาพนี้ให้กับคุณ” เขาคงไม่เข้าใจ แต่มันก็ไม่สำคัญอะไรหรอก
“เป็นคนแปลกหน้าน่ะครับ, คนแปลกหน้าที่อาจจะรู้จักกัน” อีกครั้งที่เขาคงไม่เข้าใจ และใช่…มันไม่สำคัญเลย เขามีสีหน้าประหลาดใจนิดหน่อยก่อนจะค้อมศีรษะให้ผมนิดหนึ่งเป็นเชิงขอบคุณ      
ผมพบว่าโลกของผมกำลังจะกลับมาสงบนิ่งเหมือนเดิม
และพบว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ผมก็ไม่มีทางเข้าใจเธอ
แต่ความค้างคาในใจจะไม่มีวันหายไป

เราจะไม่มีวันพบกันอีก ผมเชื่ออย่างนั้น.